ยุคของคอมพิวเตอร์

              หลังจากที่ได้มีการพัฒนาไปจากเครื่องที่ไม่ได้อัตโนมัติอย่างเช่นลูกคิดมาจนถึงระบบเจาะรูบัตรด้วยไฟฟ้า  มีระบบไกลไกลต่างที่ได้พัฒนามาเป็นต้นแบบจนกระทั้งมาถึงการใช้รีเลย์ในการทำงาน  ซึ่งแต่นอนว่าเครื่องคำนวณนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอต่อความต้องการจนได้ทำการพัฒนาโดยให้สามารถที่จะคำนวณได้มากยิ่งและได้เปลี่ยนจากระบบกลไกลต่างๆมาเป็นหลอดสุญญากาศเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่การนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้เริ่มต้นขึ้นเป็นยุคๆ  ดังต่อไปนี้


 คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1
เป็นการเริ่มต้นโดย  เครื่อง 
UNIVAC 1 (Universal  Automatic  Computer)  สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1946 และได้ออกใช้งานเมื่อ ค.ศ. 1954 เป็นการใช้งานในภาครัฐเป็นการสำรวจสำมะโนประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกา  ถือได้ว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อิเล็กโทรนิกส์ในการสร้างเป็นเครื่องแรก  นอกจากนั้นยังใช้ในทางพาณิชย์ได้อีก และได้พัฒนามาเป็น IBM 650  ใช้ในด้านธุรกิจและวิทยาศาสตร์  สำหรับหน่วยประมวลผลกลางเป็นหลอดสุญญากาศที่มีขนาดใหญ่  ใช้ดรัมแม่เหล็กและบัตรเจาะรูในการจัดเก็บข้อมูล  หลอดสุญญากาศนั้นมีข้อจำกัดมากมายอย่างเช่น  ให้พื้นที่ขนาดใหญ่  ใช้พลังงานจำนวนมหาศาล  มีความร้อนที่สูงจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องปรับอากาศไม่เช่นนั้นจะทำให้หลอดสุญญากาศเสียหายได้   การประมวลผลที่มีความเร็วต่ำมาก  จึงไม่ค่อยมีความน่าเชื่อถือเท่าไหร่  แต่มีการผลิต UNIVAC 1 ถึง 48 เครื่องเพื่อใช้งาน  โปแกรมที่ใช้งานจำเป็นต้องใช้ภาษาเครื่องไม่มีจอมอนิเตอร์แต่ Output โดยใช้บัตรเจาะรู

1951_univac_large
UNIVAC I


คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2
ตั้งปี ค.ศ. 1959 ด้วยข้อจำกัดต่างๆของหลอดสุญญากาศนั้นจึงได้มีการพัฒนาให้เป็นทรานซิสเตอร์
(Transistors) แทนใช้พลังงานที่น้อยมีขนาดที่เล็กกว่ามากและที่สำคัญมีการประมวลผลที่รวดเร็วมากกว่า  มีความน่าเชื่อถือ และในยุคที่เองมีการใช้งานด้านธุรกิจบัญชีมากกว่า 1 หมื่นเครื่อง  ซึ่ง IBM ได้สร้างคอมพิวเตอร์รุ่น IBM 7090 และ IBM 7070  ยังมีเครื่องอื่นๆอีก  ถึงแม้จะยังใช้บัตรเจาะรูในการบันทึกแต่ได้มีการพัฒนาเป็นจานแม่เหล็กและเทปซึ่งสามารถที่จะเคลื่อนย้ายได้สะดวก และเก็บไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ได้มากขึ้น  มีการใช้ภาษาระดับสูงขึ้นในการเขียนโปแกรมได้อย่างเช่น ฟอร์แทรน  และโคบอล


ibm7090
IBM 7090


คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3
เป็นยุคของการพัฒนาจากทรานซิสเตอร์มาเป็นแผงวงจรขนาดเล็กที่เรียกว่า 
IC(Integrated  Circuit)  ซึ่งเป็นแผงจรที่อยู่ซิลิคอนที่มีขนาดเล็กมากมีความน่าเชื่อถือ  คอมพิวเตอร์จึงมีขนาดที่เล็กลงมากและประมวลผลที่รวดเร็วกกว่าเดิม  ได้พัฒนาจานแม่เล็กเป็นสื่อบันทึก  จึงมีความสามารถที่สูงสามารถที่จะใช้งานในด้านต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิทยาศาสตร์หรือว่าทางด้านธุรกิจ  จึงเป็นการพัฒนาโปรแกรมต่างๆไปในตัว  จึงทำให้คอมพิวเตอร์ในยุคนี้เองสามารถที่จะใช้งานได้หลายโปแกรมในเครื่องเดียวกัน  มีระบบปฏิบัติการเป็นโปรแกรมหลักในการควบคุมการทำงานคอมพิวเตอร์มีผู้ผลิตและเขียนโปรแกรมต่างๆ ขึ้นมากมายมีการใช้ตัวแปลภาษานำมาใช้งาน และในยุคนี้เองคอมพิวเตอร์มีการใช้งานอย่างมากมายถึง 1 แสนเครื่อง
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4
ในปี 1970 ได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยบริษัท อินเทล มีการคิดค้นนำทรานซิลเตอร์หลายพันตัวนั้นมารวมอยู่ในแผงวงจร เรียกว่า 
LSI (Large-Scale Integration)  ซึ่งสามารถที่จะรวมทรานซิสเตอร์ได้จำนวนถึง 5 แสนตัวไว้ในแผงวงจรได้  นอกจาได้การประมวลผลที่รวดเร็วแล้วยังทำให้  ยังมีการพัฒนาใช้สารกึ่งตัวนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลจึงมีความจุที่มากขึ้น อย่างเช่นเครื่อง IBM 1401 ซึ่งทำให้เครื่องมีขนาดเล็กลง  ต้นทุนการผลิตก็น้อยลงเช่นกันแต่ประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม  ราคาเครื่องในยุคนี้ 1 แสนเหรียญหากเทียบกับยุคก่อนเป็นราคาที่ลดลงมาก และทางบริษัทแอปปเปิลเองก็ได้ทำการผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์เองเช่นกัน
นอกจากนั้น  ยังมีการพัฒนาอุปกรณ์อื่นๆเข้ามามีส่วนร่วมอีก  อย่างเช่นอุปกรณ์อินพุท  ได้มีการใช้ปากกาแสง  เมาส์  แป้นพิมพ์  ป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง  มีการเขียนโปแกรมที่ง่ายขึ้นมีความใกล้เคียงกับภาษาธรรมชาติ  และมีการใช้งานฐานข้อมูล  ง่ายต่อการเขียนจึงทำให้เกิดโปแกรมต่างๆ มีมากมาย และทำให้นำเอาคอมพิวเตอร์ไปใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น  ในยุคนี้เองทำให้มีการผลิตหลายล้านเครื่อง ซึ่งเป็นไมโครคอมพิวเตอร์  เพราะทาง 
IBM ได้ผลิตไมรโครคอมพิวเตอร์โดยทำการบรรจุอุปกรณ์ทั้งหมดไว้ในเครื่องเดียวกันในกล่องหรือว่าเคสนั้นเองมีขนาดที่เล็กลง  จึงสามารถที่จะนำไปใช้งานได้ทุกองค์กรโดยราคาที่ถูกลง
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5
เป็นยุคที่ต่อจากที่ 4 และเป็นยุคอยู่ในปัจจุบัน
  โดยมีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้ใช้งานอย่างให้มากที่สุดโดยประเทศ  อเมริกาและญี่ปุ่น  ได้ทำการเร่งความสามารถของคอมพิวเตอร์  โดยโมโตโรลาได้เข้ามีส่วนร่วมการพัฒนาตัวประมวลผลที่มีความสามารถมากขึ้น  และยุคนี้มีการพัฒนาระบบโตตอบ  มีทั้งระบบปัญญาประดิษฐ์(Artificail  Intelligence : AI) โดยคอมพิวคอมพิวเตอร์สามารถที่จะทำงานเองคิดเองเป็น  มีการนำข้อมูลผ่านอุปกณ์อินพุทและเอ๊าท์พุท  อย่างเช่นข้อมูลเสียง  ภาพ มีการเชื่อมต่อกันโดยระบบเครือข่ายสามารถที่จะสื่อสารได้ในระยะไกล  มีการพัฒนาหน่วยประมวลผลที่ทำงานได้อย่างรวกเร็วมาก  จนคอมพิวเตอร์นั้นได้เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน และยังทำให้มีโปแกรมที่มากมายหลากหลายมากขึ้น

ที่มารูป : computerhistory.org และ computer-history.info

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*